มิ้มเฒ่า     myfacebook       เอกสารแจกฟรี       ประวัติชีวิต       ผูกดวงชาตา         วิเคราะห์ชื่อ-สกุล, เลขทะเบียน       ติดต่อดูดวง/หาฤกษ์


อาจารย์จรัญ พิกุล เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2466 เวลา 20.10 น. ที่จังหวัดพะเยา (ขณะนั้นเป็นอำเภอในจังหวัดเชียงราย) ท่านเคยให้ สัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดีว่า "ผมคงเป็นมนุษย์ประหลาดนะ เพราะเป็นคนที่สนใจโหราศาสตร์ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่" (คุณแม่ท่านเคยเล่าให้ท่านฟังว่า ขณะตั้งครรภ์มักชอบดูท้องฟ้า) ยุคสงครามเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของท่านต้องสับสนไปด้วย ดังเช่นไม่สามารถศึกษาวิชาแพทย์ให้สำเร็จได้ตามความ ตั้งใจของคุณพ่อ แต่ก็เป็นช่วงที่เริ่มสนใจโหราศาสตร์และพยากรณ์ศาสตร์แขนงต่าง ๆ นับตั้งแต่ เลข ๗ ตัว ทักษาพยากรณ์ ดวงอีแปะ (ดวงไทยชนิดไม่ใช้ ้สมผุส) การคำนวณปฏิทินสุริยยาตร์ (ภายหลังได้เลิกไปเพราะเห็นว่าปฏิทินสากลตรงกับท้องฟ้ามากกว่า) แม้จะเคยมีนักโหราศาสตร์มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ชี้หน้าว่า "คุณเรียนโหรไม่ได้หรอก" ก็ไม่อาจหยุดยั้งอาจารย์จรัญได้ โดยเฉพาะความอยากรู้ว่าฝรั่งเขาเรียนโหราศาสตร์กันอย่างไร ในที่สุดได้รบเร้าให้ คุณแม่ขายที่ดินถนนระนอง 2 เพื่อไปศึกษาโหราศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ

ที่จริงอาจารย์จรัญ พิกุล ก็เหมือนกับอีกหลายท่านที่ปรารถนาจะทำงานมีเงินเดือนประจำแล้วค้นคว้าโหราศาสตร์เป็นงานอดิเรก แต่จะเป็น เพราะดวงหรืออะไรก็ตาม ทำให้ท่านต้องทำงานด้านโหราศาสตร์เป็นหลักมาตลอด ช่วงปี 2502-2503 เมื่อมีชื่อเสียงจากการไปเรียนโหราศาสตร์ที่เมืองนอก ท่านได้เปิด "สถาบันพยากรณ์" และออกนิตยสาร "ดวงชะตา" (เขียนเอง พิมพ์เอง ส่งเอง) และเริ่มศึกษาโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2503 จากหนังสือที่เพื่อน (คุณอุดม ปัทมินทร์ ผู้ล่วงลับไปแล้ว) นำมามอบให้ จนกระทั่งในปี 2515 ได้เชิญอาจารย์ พันโทประยูร พลอารีย์ (ยศขณะนั้น) ซึ่งสำเร็จวิชา โหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนโดยตรงจากประเทศเยอรมนี ให้มาเปิดอบรมโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนที่โรงเรียนอาจารย์เกริก สี่แยกคอกวัว ท่านทั้งสองได้กลายมาเป็น เสาหลักสำคัญของวงการโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนในประเทศไทยตลอดมา

.....อ.จรัญ เป็นคนภาคเหนือเหมือนผม นอกจากนี้หลังจากอ่านตำราท่านแล้ว รู้สึกได้ถึงวิธีการคิด นิสัยใจคอในการเรียนรู้วิชาโหรฯ คล้ายกันมาก ผมศึกษาวิชาโหรฯตามแนววิธีคิดแบบของอ.จรัญด้วยความรู้สึกเหมือนตัวเองเขียนให้ตัวเองอ่านก็ไม่ปาน จึงได้ยกอ.จัญเป็นครูคนสำคัญของผมอีกท่านหนึ่งครับ
     
โหราจารย์จรัญ พิกุล

           
อ.พลูหลวง
อ.ประยูร อุลุชาฏะ (พลูหลวง)เป็นชาวจังหวัดสมุทรปราการ ท่านเกิดที่ ต.ปากน้ำ วันที่ 21พฤศจิกายน2471 เวลา03.20น.ตรงกับวันพุธขึ้น10ค่ำ เดือน1 (ถ้าเทียบเป็นสากลก็คือวันที่ 22 พฤศจิกายน1928 ท่าน อ.พลูหลวงบอกกับลูกศิษย์ไว้ว่าขณะท่านเกิดมีดาวพลูโต,พระอังคาร,พระเกตุและเนปจูนลอยฟ้าเหนือศรีษะ นี่อาจเป็นสาเหตุทำให้ท่านสนใจเรื่องศาสตร์เร้นลับต่างๆเรื่องดาราศาสตร์ โหราศาสตร์,เรื่องการฝึกจิต,เรื่องโบราณคดีฯลฯ อ.พลูหลวงนับว่าเป็นปูชนียบุคคลที่ นักโหราศาสตร์ทั้งหลายให้การยอมรับในความสามารถมากที่สุด ในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านได้ทุ่มเทศึกษาโหราศาสตร์หลายแขนงโดยไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะไปที่ ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง ท่านได้แต่งตำหรับตำรามากมายเกี่ยวกับโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนักโหราศาสตร์รุ่นหลัง ๆ เป็นอย่างมาก

อ.พลูหลวง ได้ทุ่มเทศึกษาค้นคว้าเรื่องเลขศาสตร์ของชนชาติตะวันออกและเรื่องเลขศาสตร์ของตะวันตก นำมาผสมผสานกันอย่างมีเหตุมีผล โดยท่านได้ศึกษาจาก ตำราเล่มหนึ่งซึ่งแต่งโดยฝรั่งชาวตะวันตกชื่อไคโร บุ๊ค ออฟ นัมเบอร์ ซึ่งท่านก็ได้ให้เหตุผลแย้งไว้ในบางส่วน ซึ่งถือว่าเป็นความเห็นที่ เป็นประโยชน์อย่างสูง ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าตำราโหราเลขศาสตร์ที่วางขายอยู่ในท้องตลาดทั้งหมดทั้งสิ้น ส่วนใหญ่จะอ้างอิงตำราของอ.พลูหลวง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า อ.พลูหลวง คือบิดาแห่งวิชาโหราเลขศาสตร์ไทยก็ว่าได้ อ.พลูหลวง ได้ละสังขารทิ้งร่างไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม 2543

....เกษตรเรือนเดียวของอ.พลูหลวง ผมได้ร่ำเรียนเป็นวิชาโหราศาสตร์แรกเริ่ม และเกิดปัญญาต่างๆมากมายจากวิชาต้นแบบของอ.พลูหลวง จึงได้ยกท่านเป็นครูผมอีกท่านหนึ่งมาถึงทุกวันนี้

อาจารย์จำรัส ปัทมสูต เกิดพ.ศ.2455 เป็นลูกชาวสวน ต.บางบอ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จบชั้นม.6 อันเป็นชั้นสูงสุดของจังหวัดในปีพ.ศ.2471 โดยความอุปการะของอาจารย์ ทำสวนอยู่ประมาณ 2 ปี ก็เข้าไปทำงานที่ไฟฟ้าหลวงได้ประมาณ 10 ปี ความก้าวหน้าไม่มี พอญี่ปุ่นบุกไทย(พ.ศ.2484) จึงถือโอกาสลาออกมาทำมาหากินเอง ด้วยท่านเป็นคนชอบศึกษาเรียนรู้ แต่ด้อยยโอกาส เมื่อมีโอกาสครั้งใดจะรีบไขว่คว้าเสมอไม่ว่าจะเป็นความรู้ข้างถนนหรือขั้นมหาวิทยาลัย ชีวิตล้มลุกคลุกคลานไม่ว่าจะทำสวน เลี้ยงไก่งวง ทำน้ำส้มสายชูจากน้ำตาลมะพร้าว ก็ล้มเหลว ประมาณปีพ.ศ.2497 จึงคิดจะเลี้ยงกล้วยไม้ตัดดอกขาย ขณะที่เลี้ยงกล้วยไม้อยู่นั้น เดชะบุญได้บังเอิญพบตำราฝนเคราะห์เข้า ท่านได้ลงมือทดสอบทดลองอยู่ 18 ปี เพื่อดู 1 รอบโคจรของราหู แล้วพบว่าเป็นความจริง จึงได้แต่งหนังสือไว้

....หนังสือของท่านครูจำรัสได้ได้ตกถอดมาถึงกระผม(มิ้มเฒ่า) ด้วยท่านครูยาสมุนไพรโบราณผมเก็บตำราไว้เกิดสัมผัสทางจิตประหลาด (ท่านมิได้เล่าให้ฟังว่าคืออะไร) แต่ยกตำรา 2 เล่มนี้ให้ผมสืบทอดต่อไป และที่น่าประหลาดใจคือตำราได้มาปีพ.ศ.2555 เมื่อท่านอ.จำรัสอายุครบ 100 ปีพอดีอีกด้วย เมื่อผมได้อ่านศึกษาก็เกิดอัศจรรย์ทึ่งและศรัทธาเป็นอันมากในความมหัศจรรย์ของเนื้อหาที่เขีียน จึงได้ยกอ.จำรัสเป็นครูผมอีกท่านหนึ่งสืบมาจนทุกวันนี้ครับ
     
ท่านครูจำรัส ปัทมสูต

           
บรมครูเทพย์ สาริกบุตร
: อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ถือกำเนิดเมื่อวันที่มิถุนายน ๒๔๖๒ เป็นบุตรของคุณพ่อน่วมและคุณแม่เป้า สาริกบุตร(อินทพร) มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๕ คน ๑ ชาย(เสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์) ๒ นายถวิล สาริกบุตร ๓ นางปรานี จำนงภูมิเวท ๔ นายเทพย์ สาริกบุตร ๕ นายบุษย์ สาริกบุตร เมื่ออาจารย์เทพย์ได้แสดงถึงลักษณะพิเศษตั้งแต่ตอนคลอด กล่าวคือมารดาท่านเล่าว่ารกของท่านมีลักษณะเป็นหมวกครอบศีรษะออกมาเป็นที่พิสดาร คุณหลวงวิศาลดรุนกร(อั้น สาริกบุตร)ซึ่งเป็นโหราจารย์ที่มีชื่อเสียงและมีศักดิ์เป็นลุงของท่านจึงตั้งชื่อท่านว่าเทพย์และกล่าวเป็นคำขันว่าเจ้าหมอเทพย์คนนี้น่ากลัวมีวิชาดีเอาติดตัวมาเกิดด้วยซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น โดยอาจารย์เทพย์ท่านมีความสนใจในทางโหราศาสตร์และไสยเวทย์ตั้งแต่ยังวัยรุ่นผิดจากเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกัน เนื่องจากท่านเห็นความสำคัญของศาสตร์เหล่านี้ว่าเป็นวิชามรดกของไทย บรรพไทยถ่ายทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งท่านอาจารย์เทพย์ก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการศึกษาหาความรู้จากศาสตร์แขนงนี้และเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อขอถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ท่านทั้งพระสงฆ์และฆราวาส โดยตัวท่านเองก็ได้พื้นฐานมาจากทางบ้านของท่านโดยวิชาโหราศาสตร์สากลท่านได้รับการถ่ายทอดจากคุณหลวงวิศาลดรุนกร ส่วนพันเอกหลวงธรณีนิติญาณ(สวัสดิ์ อินทรพล)ซึ่งเป็นลุงอีกท่านหนึ่งทางฝ่ายมารดาของท่านอาจารย์เทพย์ ได้ถ่ายทอดวิชาหมอดูและโหราศาสตร์ไทยให้แก่ท่าน ส่วนทางไสยเวทย์ท่านได้เสาะหาอาจารย์เก่งมากมาย ที่กล่าวถึงในหนังสือที่ระลึกพระราชทานเพลิงศพของท่านมีสองท่านคือพระอาจารย์สี วัดมณีชลขันธ์ ลพบุรี และอาจารย์ผาด นอกจากนี้จากการสอบถามผู้รู้ยังได้ทราบว่าท่านยังมีอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้กับท่านอีกหลายท่านเท่าที่พอจะรวบรวมได้ เช่น เจ้าคุณศรี(สนธิ์) วัดสุทัศน์ซึ่งเป็นผู้ที่สืบทอดตำนานการสร้างพระกริ่งต่อจากสังฆราชแพและเป็นผู้เคยได้รับการยกย่องว่ารอบรู้ในสรรพวิชาจนกระทั่ง ไม่มีคาถาอาคมบทใดไม่เคยผ่านสายตาท่านมาก่อนซึ่งนอกจากท่านเจ้าคุณศรี(สนธิ์)จะได้ถ่ายทอดวิชาอาคมให้แก่ท่านแล้วยังได้ถ่ายทอดวิชาการสร้างพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ให้แก่อาจารย์เทพย์อีกด้วย นอกจากนี้ท่านเจ้าคุณศรี(สนธิ์)ยังได้พาอาจารย์เทพย์ไปฝากกับพระพุทธวิถีนายกหรือหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วเพื่อขอเรียนวิชาทำเม็ดยาจินดามณี พระบูชาไม้โพธิ์นิพพานปางห้ามสมุทร ประคำปราบหงสาและประคำนารายณ์ตรึงไตรภพอีกด้วยซึ่งอาจกล่าวได้ว่าท่านอาจารย์เทพย์เป็นศิษย์ฆราวาสคนสุดท้ายของหลวงปู่บุญก็ว่าได้ อาจารย์อีกท่านหนึ่งที่ท่านอาจารย์เทพย์ให้ความนับถือเป็นอย่างมากก็คือหลวงปู่รอด วัดบางน้ำวนซึ่งหลักฐานที่แสดงถึงความเคารพในตัวหลวงปู่รอดก็คือที่บ้านของอาจารย์เทพย์ท่านทำบันไดพิเศษไว้ให้หลวงปู่รอดสามารถขึ้นชั้นสองได้เลยโดยไม่ต้องรอดผ่านตัวบ้านชั้นล่าง ท่านอาจารย์เทพย์ยังได้ศึกษาภาษามอญจากหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ปทุมธานี(แต่ไม่แน่ใจว่าได้ขอเรียนผงสิบสองนักษัตรหรือไม่) ส่วนครูบาอาจารย์ท่านอื่นของท่านยังมีอีกมากไว้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาเผยแพร่ต่อไป ส่วนสหายธรรมหรือสหธรรมิกของท่านที่ไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนวิชากันก็มีหลายท่าน เช่น หลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ หลวงพ่อเทียม วัดกษัตริย์ตรา ซึ่งได้พบกันตอนที่อาจารย์เทพย์ไปเรียนวิชาที่สำนักวัดประดู่ทรงธรรม หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง(เป็นญาติฝ่ายมารดาของท่าน) สำหรับหลวงปู่โต๊ะนี้บางทีท่านยังไปทำผงลบผงที่บ้านอาจารย์เทพย์เลยทีเดียว นอกจากท่านจะเสาะแสวงคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านแล้วอาจารย์เทพย์ยังทำการค้นคว้าจากสมุดข่อย ใบลาน คัมภีร์และตำราโบราณต่างๆทั้งจากหอสมุดแห่งชาติและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทำให้ท่านมีความรู้อย่างกว้างขวาง เมื่อเจ้าคุณศรี(สนธิ์)มีความคิดที่จะรวบรวมและชำระตำรับตำรารวมถึงวิชาความรู้ต่างๆจึงได้เชิญท่านอาจารย์เทพย์มาเป็นผู้ช่วย แต่ท่านเจ้าคุณศรี(สนธิ์)ก็ได้มามรณภาพเสียก่อนที่จะทำการรวบรวมได้สำเร็จการดำเนินการต่างๆจึงพักไว้ชั่วคราว จนภายหลังเมื่อมีโอกาสท่านอาจารย์เทพย์จึงได้จัดการสะสางวิชาการต่างๆต่อจนแล้วเสร็จและได้จัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อสืบทอดวิชาต่อไป ซึ่งได้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันและยังมีเกจิอาจารย์หลายท่านใช้ตำราของอาจารย์เทพย์เป็นแนวทางในการศึกษาวิชาทางไสยศาสตร์ หลายๆท่านที่เคยได้ยินและได้ศึกษาตำราของท่านอาจารย์เทพย์คงเข้าใจว่าท่านเองมีลักษณะคล้ายกับบรรณารักษ์คือเป็นผู้ดูแลและรักษาจัดรวบรวมหมวดหมู่ตำราแต่เพียงเท่านั้น แต่จริงๆแล้วนอกจากจะเป็นผู้ที่แตกฉานตำราและวิชาการต่างๆทั้งทางโหราศาสตร์และไสยศาสตร์แล้วท่านท่านยังสามารถทำได้จริงและได้เคยแสดงให้ลูกศิษย์ได้เห็นกันหลายครั้ง เคยรับคำท้าท่านอาจารย์นิรัตร์(หนู) แดงวิจิตรเรื่องสะเดาะกลอนโดยรับแม่กุญแจมาภาวนาคาถาแล้วตบแม่กุญแจจนถึงกับแตกปัจจุบันแม่กุญแจอันนี้ยังอยู่ที่บ้านท่านอาจารย์นิรันตร์(หนู) แดงวิจิตร เคยจัดพิธีอาบน้ำมันเดือดที่วัดแคโดยท่านอาจารย์เทพย์อาบให้ดูก่อนแล้วถามหาอาสาสมัครอาจารย์ตุ๊กแก(ถนอม ศรหุนะ) อาสาเป็นคนแรก ท่านอาจารย์เทพย์เห็นเป็นคนใจถึงจึงรับไว้เป็นลูกศิษย์ เคยให้พระอาจารย์ติ๋ววัดมณีชลขันธ์เข็นรถออกมาหน้าบ้านผู้หญิงเดินผ่าน ๒ คน ท่านอาจารย์เทพย์ภาวนาคาถาแล้วเป่าใส่ผู้หญิงทั้ง ๒ คน เข้ามาหอมแก้มท่านอาจารย์เทพย์เป็นการใหญ่ นอกจากนี้ท่านอาจารย์เทพย์ยังมีส่วนร่วมตลอดจนถึงเป็นเจ้าพิธีฝ่ายฆราวาสในการหล่อพระกริ่งที่สำคัญและเป็นที่นิยมเล่นหากันในปัจจุบันหลายรุ่นด้วยกัน เช่น พิธีหล่อพระกริ่งจอมสุรินทร์ ปี ๒๕๑๓ พิธีหล่อพระกริ่งเอกาทศรถ ปี ๒๕๑๓ พิธีจักรพรรดิ์ จังหวัดพิษณุโลก ปี ๒๕๑๕ พิธีหล่อพระกริ่งชินบัญชร วัดละหารไร่ ปี ๒๕๑๘ พระกริ่งจิคุตโต หลวงปู่ผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์สุตาธิการี หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง ฯลฯ แม้จะมีคุณวิเศษและสำเร็จวิชาหลายประการแต่ท่านอาจารย์เทพย์ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกฎแห่งธรรมชาติไปได้ ท่านอาจารย์เทพย์ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๖ นับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ท่านหนึ่งของเมืองไทย

....ตำราโหรฯที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ มักอ้างอิงมาจากตำราต่างๆที่ท่านอ.เทพย์ได้รวบรวมเรียบเรียงไว้แทยทั้งสิ้น อีกทั้งปฏิทินที่ผมใช้คำนวณดวงดาวต่างๆผูกดวงชาตาก็เป็นปฏิทินของท่าอ.เทพย์ ด้วยความศรัทธาและกตัญญูในวิชาครู ผมจึงได้ยกท่านเป็นครูผมอีกท่านหนึ่งมาถึงทุกวันนี้
พิเภก เป็นบุตรท้าวเลสเตียนกับนางรัชฎา มีทศกัณฐ์และกุมภกรรณเป็นเชษฐา ขร ทูษณ์ ตรีเศียรเป็นอนุชา นางสำมนักขาเป็นขนิษฐาร่วมแม่ เป็นโหรประจำกรุงลงกา แนะนำให้ทศกัณฐ์ส่งนางสีดาคืน ถูกกริ้วขับออกจากกรุงลงกาไปอยู่กับพระราม เสร็จศึกได้ครองกรุงลงกาเป็นท้าวทศคีรีวงศ์ นางตรีชฎาเป็นมเหสีได้นางเญจกายเป็นบุตรี กาย สีเขียว 1 พักตร์ ปากแสยะ ตาจระเข้ 2 กร ทรงมงกุฏน้ำเต้ากลม อาวุธ คทา หรือ ศร (เมื่อออกรบ) เกร็ดประวัติของพิเภก พิเภกเป็นยักษ์กายเขียว มีสติปัญญาหลักแหลม แต่ฤทธิ์นั้นอ่อนหย่อนนักไม่เหมือนทศกัณฐ์ผู้พี่ พิเภกเป็นโอรสองค์ที่สามของ& ท้าวลัสเตียน ที่เกิดจากนางรัชฎา เป็นน้องทศกัณฐ์และกุมภกรรณ แต่เป็นพี่ของทูษณ์ ขร ตรีเศียร และนางสำมนักขา พิเภกเป็นน้องที่จงรักภักดีต่อพี่ แต่ไม่ยอมให้ความผูกพันฉันท์พี่น้องมีความสำคัญเหนือความเป็นธรรม พิเภกมีความขลาดกลัว ไม่มีฤทธิ์ในเชิงต่อสู้จึงต้องพึ่งบารมีของพระราม พิเภกเป็นโหรที่ไม่เคยทำนายผิดจึงเป็นแรงสำคัญที่ช่วยให้พระรามเอาชนะทศกัณฐ์ได้ และยังเป็นหมอยารู้เรื่องยาพิษต่างๆ
     
พ่อปู่พิเภก


           
พระโหราธิบดี
พระโหราธิบดี (บางครั้งเรียกว่า พระมหาราชครู) เป็นชาวเมืองโอฆะบุรีหรือเมืองพิจิตรได้ไปรับราชการในกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าอยู่หัวปราสาททอง
มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการเป็นพระโหราธิบดี ทำหน้าที่ในการกำหนดพระราชพิธีปราบดาภิเษกของพระเจ้าอยู่หัวปราสาททอง มีความเชี่ยวชาญทางด้าน
โหราศาสตร์ การทำนายดวงชะตาการพยากรณ์ จนได้รับสมญาว่า พระโหราทายหนู เพราะมีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จมาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง มีหน
ู ตกลงมา พระองค์ได้เอาขันครอบไว้ และโปรดให้พระโหราธิบดีทายว่าเป็นอะไร พระโหราธิบดีทายว่าเป็นสัตว์สี่เท้า พระองค์ทรงถามต่อไปว่ามีกี่ตัว พระโหราธิบด
ี ทรงคำนวณทางด้านโหราศาสตร์แล้วกราบทูลว่าสี่ตัว พระองค์ทรงตรัสว่า สัตว์สี่เท้าถูกแล้ว แต่มีสี่ตัวนั้นผิด แต่เมื่อพระองค์ทรงเปิดขันทองออกมาก็พบหนูแม่ลูกอ่อน
คลอดมาอีก ๓ ตัว รวมเป็น ๔ ตัว พระองค์ทรงสรรเสริญความสามารถของพระโหราธิบดี และทรงพระราชทานรางวัลให้

ตามที่กล่าวมานี้แล้ว ปรากฏมีประวัติศาสตร์ใทยอีกประการหนึ่งที่นับว่าพระโหราธิบดี (หนู) ท่านทำนายไว้แม่นยำมาก นั่นคือ ชาตาของบุตรชาย
คนเดียวของท่านเองคือ ศรีปราชญ์ มหากวีเอกของไทยในสมัยพระนารายณ์มหาราชนั่นเอง (ดูประวัติพิสดาร ในหนังสือเรื่อง กวีเรืองนามของไทย ของผู้รวบรวม
คนเดียวกันนี้) เพราะไม่รู้ที่สูงที่ต่ำ บังอาจต่อบทพระราชนิพนธ์ขององค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต พระโหราธิบดีผู้เป็นพ่อเห็นว่า
เห็นท่าจะไม่สู้ดีนักจึงกราบทูลว่า หากบุตรชายของตนกระทำด้วยประการใด ๆ เป็นการล่วงละเมิดกฎมณเฑียรบาลถึงประหารชีวิตก็ขอได้โปรดเกล้าฯ เพียงจำคุก
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ทรงยินยอมตาม แต่ด้วยเหตุที่ศรีปราชญ์บุตรชาย เป็นคนมุทะลุ คราวหนึ่งไปกระทำความผิดมีโทษถึงประหาร สมเด็จเจ้าฯ ทรง
เนรเทศไปอยู่เมืองนคร (ศรีธรรมราช) โน้น บังเอิญปากกวีไม่มีวันอยู่เป็นสุข ยังบังอาจไปเกี้ยวพาราสีเมียของเจ้าเมืองนครฯ เข้าอีกเจ้าเมืองนครจึงจับประหารชีวิต
จนได้ ทั้ง ๆ ที่ฤกษ์ตายเกิดของศรีปราชญ์ตกคราวจะต้องตายโหง ตามหลักโหราศาสตร์ที่บิดาตนได้พยากรณ์ไว้แต่เบื้องแรกแล้ว นี่ก็เท่ากับว่า วิชาหมอดูหรือ
โหราศาสตร์ มิใช่เรื่องเหลวไหล เลยขอให้เรียนรูกันจริง ๆ เท่านั้นเอง