มิ้มเฒ่า     myfacebook       เอกสารแจกฟรี       สดุดีพระคุณครู       ผูกดวงชาตา         วิเคราะห์ชื่อ-สกุล, เลขทะเบียน       ติดต่อดูดวง/หาฤกษ์




ประวัติของคุณแม่
คุณแม่ของผมชื่อ สว่าง กวาวภิวงศ์ เป็นบุตรของตาเบบ, ยายเกี้ยว เหมาะดี ซึ่งเป็นชาวนาโดยแท้ มีพี่น้อง 3 คน คุณแม่ผมเป็นคนเล็ก อยู่บ้านเลขที่ 12 หมู่ 6 หมู่บ้านเหมืองค่า ตำบลเหมืองหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ คุณแม่ผมท่านเรียนจบ ป.6 ด้วยความรู้น้อย ท่านจึงทำงานเป็นช่างรับจ้างเย็บผ้า โดยท่านเป็นผู้มีฝีมือจึงมีผู้สนใจมาศึกษาเป็นลูกศิษย์มากมาย จนในที่สุดธุรกิจช่างเย็บผ้าเล็ก ๆ ก็กลายมาเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กด้วยการนำผ้าโหลมาตัดเย็บเป็นเสื้อกันหนาว ฯลฯ ขาย โดยมีลูกศิษย์หลาย ๆ คนของแม่เป็นเสมือนลูกจ้างที่ร่วมทำงานด้วยกัน ทำกันจนพอมีพอกินเลยครับ (ปัจจุบันหุ้นส่วนที่เคยทำกับคุณแม่ เป็นเศรษฐี และนักการเมืองไปแล้ว)


แค่ฟันซี่เดียว...
และแล้ววันแห่งประวัติศาสตร์ก็มาถึง ปี 2533 คุณแม่ปวดฟันด้านบนมาก ปวดมาเป็นสัปดาห์ คุณแม่ไปถอนฟันที่คลีนิกในเมือง (ผมไม่เอ่ยชื่อหมอคนนั้นนะครับ ผมอโหสิกรรมให้เขาแล้ว) กับคุณพ่อ ไม่รู้ว่าตอนที่เข้าไปถอนฟันอยู่กันสองคนกับหมอ หมอเขาไม่ฉีดยาชา หรือฉีดยาชาโดสต่ำ เพียงแค่หลังถอนฟันเสร็จ แม่นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์คุณพ่อมาถึงบ้านก็บอกพ่อว่า "พ่อ ...ไม่ไหวแล้ว" แล้วก็ล้มฟุบไป พวกเราลูกหลานและญาติ ๆ ก็ลุกลี้ลุกลนพาแม่ใส่รถสามล้อไปโรงพยาบาลแพร่ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก พอไปถึงร.พ.ก็เข้าห้อง ICU แล้วพวกเราก็กลับไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่ามหาเคราะห์กรรมครั้งนี้จะเข้ามทำลายชีวิตครอบครัวพวกเราทั้งหมด


คุณหมอครับ???
เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ คุณแม่ก็ยังอยู่ในห้อง ICU ในสภาพไม่ได้สติ ถามหมอ หมอก็ให้นอนดูไปเรื่อย ๆ จนตอนหลังหุ้นส่วนคุณแม่ทนไม่ไหวกับความเฉยชาในการรักษา จึงตัดสินใจเอาคุณแม่ใส่หลังรถกระบะ จ้างพยาบาลติดตาม ขับรถพาคุณแม่ไปที่โรงพยาบาลสวนดอก เชียงใหม่ และเสียงบ่นอุบอิบก็เกิดขึ้นในบรรดาญาติ ๆ ตาดำ ๆ ว่าหมอตั้งใจปกปิดความผิดของหมอที่ถอนฟัน จึงปล่อยให้นอนรอความตาย ซึ่งผมก็ไม่รูว่าจริง ๆ แล้วคืออะไร ผมจำได้แต่เพียงว่า 200 กว่ากิโลที่พาคุณแม่ไป แดดส่องคุณแม่ร้อนผมเอาตัวเอาหลังบังแดดร้อนให้คุณแม่ตลอด 4 ชม.จนถึงเชียงใหม่ พอถึงหมอก้พาไป x-ray สมอง แล้วเราต้องรอหมอใหญ่ที่กว่าท่านจะมาได้คือช่วงเกือบมืดเต็มทีแล้ว ท่านดูได้สักพักเป็นเวลาไม่นาน ท่านก็ออกมาสรุปสั้น ๆ เลยว่า "เส้นเลือดฝอยในสองแตก และเนื่องจากเอานอนเฉย ๆ เลือดที่ตกค้างในสมองจึงแข็งตัว ทำให้เซลล์สมองที่ถูกกดทับและใกล้เคียงเน่าเสียไป ทำให้เป็นอัมพฤต และสูญเสียความทรงจำทั้งหมด" ผมจำคำได้มาจนถึงฟัจจุบัน เพราะสิ้นคำพูดหมอ เด็กม.3 อย่างผมก็ล้มลงหมดสติไปตรงนั้น


365 วันแรกแห่งอัมพฤต
หลังจากออกจากร.พ.มาอยู่ที่บ้าน คุณแม่อยู่ในสภาพที่ขยับตัวไปไหนไม่ได้เลย พี่ชายผมสองคนเค้าก็หลับไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพ ปล่อยให้ภาระทั้งหมดเป็นของคุณพ่อ และตัวผมที่ต้องป้อนข้าว ให้น้ำ เช็ดตัว เช็ดปัสสาวะ สวนทวาร เช็ดอุจจาระให้คุณแม่ และคุณพ่อต้องพาคุณแม่ไปที่ร.พ.แพร่เพื่อกายภาพบำบัด ซึ่งรายจ่ายรงนี้ คุณพ่อผมซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจไทยยศจ่าสิบตำรวกเอกต้องรับผิดชอบทั้งหมด เบิกได้เราก็เบิก ลดหย่อนได้เราก็ทำ เราทำเท่าที่จะทำได้ คุณพ่อรักคุณแม่มาก ท่านบริบาลคุณแม่ทุกอย่างโดยไม่รังเกียจภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคนนี้ ผมรู้ว่าคุณพ่อทุกข์ใจมาก ผมแอบเห็นท่านมองหน้าคุณแม่นาน ๆ แล้วก็มน้ำตาไหลออกมา คุณพ่อต้องเอาเงินเดือนตำรวจจน ๆ ส่งเสียลุกเรียนมหาวิทยาลัย 2 คน เลี้ยงคุณยาย และเลี้ยงผม จากค่าขนมวันละ 20 บาทที่ผมเคยได้ ผมก็ไม่เคยได้มันอีกเลยหลังจากที่คุณแม่นอนเตียง


วาระสุดท้ายของคุณพ่อผู้มีรักแท้และ...กรรม


อย่างที่รู้ เงินเดือนตำรวจแค่ 6-7 พัน ไม่มีทางพอส่งลูก 3 คนเรียน ผ่านไป 1 ปีคุณแม่พอเดินได้บ้าง แต่เนื่องจากแขนขวาและขาขวาใช้งานไม่ได้และสมองเสื่อมจำอะไรไม่ได้ ภาระเรื่องเงินทุกอย่างจึงตกอยู่ที่จ่าแก่ ๆ วัยเกือบ 50 อย่างคุณพ่อ จันทร์-ศุกร์กลางวันคุณพ่อไปทำงาน กลางคืนคุณพ่อไปเฝ้างานต่าง ๆ หลังจากที่ได้เศษเงินจากที่หักให้เจ้านายยศนายร้อย คุณพ่อก็เอามาใช้ เงินแค่ 100-200 ต้องยืนเฝ้าทั้งคืน คืนไหนที่ไม่มีงานคุณพ่อก็ยังไปตั้งด่านดักพวกขนไม้เถื่อนช่วงกลางคืน บางคืนก็ไม่ได้ บางคืนก็ได้ 500 บาท และบางคืนก็เกือบตายเพราะยิงต่อสู้กัน เสาร์-อาทิตยืคุณพ่อก็นำเอาหลักฐานไปส่งพิสูจน์ที่ลำปาง ได้เงินเหลือประมาณ 300 บาท ผมยังจำได้ตอนที่ไปกับพ่อ พ่อพานั่งรถทัวร์พัดลม เค้ายังประกาศข่าวที่จอสบุชผู้พ่อประกาศสงคราวอ่าวเปอร์เชียร์กับอิรัก ....อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านที่เคารพคิดไหมครับ ว่าพ่อผมไม่พักผ่อนเลย หนำซ้ำพี่คนรองที่เรียนม.เกษตร ยังร้องขอรถมอเตอร์ไซด์ใหม่เพื่อใช้ในมหาวิทยาลัย คุณพ่อผู้รักลูกก็ไปกู้เงินสหกรณ์ตำรวจมาซื้อผ่อนรถให้ลูกชาย ตอนแรกก็ผ่อนได้ หลัง ๆ มามันก็ไม่ไหว ผมจำได้ติดตา วันที่เงินเดือนพ่อออก หลังจากถูกหักทุกอย่างแล้ว พ่อมีเงินเหลือแค่ 800 บาท ให้ผม,พ่อ,แม่,ยาย กินกันทั้งเดือน ผมออกไปรับจ้างพิมพ์งาน ซ่อมคอม ได้เงินมา 200 ผมเอามาให้พ่อ คุณพ่อกลั้นน้ำตาไม่ไหวจับผมกอดแล้วร้องไห้โห ผมเพิ่งเคยเห็นอาการหมดหวังของชายชาติตำรวจผู้ไม่เคยอ่อนแอของคุณพ่อเป็นครั้งแรกและ...ครั้งสุดท้ายในชีวิต เพราะหลังจากนั้นอาการโรคไตของคุณพ่อก้กำเริบหนัก หนักจนต้องนอนโรงพยาบาลกับบ้านเท่า ๆ กัน เนื่องจากตับและไตใช้งานไม่ได้ น้ำเสียไม่ถูกขับออก และสะสมจนท้องป่อง ต้องไปดูดออกที่ร.พ. ไม่อย่างนั้น หลาย ๆ ครั้งที่น้ำคร่ำเสียเหล่านี้ไหลย้อนขึ้นสมอง คุณพ่อก็จะไม่ได้สติ กลายเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ก็เป็นสัตว์ ร้องขอชีวิต ผมจำได้ "อย่าฆ่าผมเลย" หลุดมาจากปากพ่อ แล้วก็คลานสี่ขา มันเหมือนสัตว์ป่าที่คุณพ่อไปยิงล่า ไปฆ่าเขามาจากในป่า จากการตกปลา ฯลฯ แต่ในห้วงแห่งความทุกข์ที่สุดนี้ ผมกลับเห็น รักแท้ ของคนสองคน คุณแม่ที่ตายครึ่งซีกสมองเสื่อม เฝ้าดูแลเช็ดน้ำลาย ป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดปัสสาวะ อุจจาระ ของผู้ที่เป็นสามีไม่เคยห่าง ทำไปพรางก็ร้องไห้ไปพราง ...และ 7 วันก่อนคุณพ่อจะตาย คุณพ่อก็กลับมาดีเฉย ๆ แตะผมแล้วชวนผมให้ขี่มอเตอร์ไซด์เก่า ๆ พาคุณพ่อไปเยี่ยมพรานแก่ อาจารย์ของพ่อที่อยุ่ไกลเข้าไปเกือบถึงป่า ผมเห็นพ่อยิ้ม พ่อคุยกับผมอย่างมีความสุข เหมือนสมัยที่ผมเป็นเด็กนั่งซ้อนด้านหน้ามอเตอร์ไซด์ของคุณพ่อไปเที่ยวป่ากัน วันนั้นเราไปกันทั้งวัน ขี่ตั้งแต่ถนนยางมะตอย จนถึงถนนลูกรัง พอกลับมาบ้าน วันรุ่งขึ้นพ่อก็ไม่ได้สติ ท้องโต น้ำขึ้นสมองกลายเป็นบ้า แล้วละเมอว่าจะไปยืมเงินมาจ่ายค่าเทอมให้ลูก ๆ โดยที่ไม่มีใครมอง ...คุณพ่อตกบันไดบ้าน 15 ขั้น น้ำคร่ำในท้องแตก ญาติ ๆ พาไปร.พ.โดยมีแม่จับมือนั่งอยู่ข้าง ๆ น้ำตาไหลพราก เมื่อไปถึงหมอก็บอกสิ้นหวังแล้วและให้พากลับมาตายที่บ้าน รุ่งเช้าของวันเสาร์ 6 กรกฏาคม 2536 เวลาตี 4 กว่า ๆคุณพอ่ก็หมดลมหายใจ ทิ้งให้ลูกชายคนรองที่นั่งรถทัวร์มาถึงแพร่ตอนตี 5 นั่งคุกเข้าร้องไห้อยู่หน้าประตูบ้านอย่างน่าสงสาร


ชีวิตลูกเมียข้าราชการตำรวจ หลังจากดาบแก่ ๆ เสียชีวิต
เค้ามาให้ยศดาบตำรวจให้กับคุณพ่อตอนใกล้ตายเต็มที ยศที่จ่าแก่ ๆ อย่างพ่อหวังเป็นสิบปี สุดท้ายท่านก็ไม่ได้รับรู้เลยว่า คำนำหน้าที่แปะหน้าโลงของท่านเปลี่ยนจาก จ.ส.ต เป็น ด.ต. ลาภยศใด ๆ ตายไปก็เป็นความว่างเปล่าเหมือนกันทุกคน ...ตำรวจมากันมากมายในงานศพพ่อ ใครบ้างผมก็ไม่รู้ บอกให้ยกมือไหว้ผมก็ไหว้ไว้ก่อน เค้าก็บอกจะช่วยสารพัด โดยเฉพาะเรื่อง "บำเน็จ" แต่พอเอาเข้าจริง ๆ คุณพ่อเสียไป 1 ปีแล้วเราก็เพิ่งจะมาได้เงิน ซึ่งผมโทรศัพท์ตามตลอด เค้าให้โทรมาที่กรุงเทพ ผมก้โทร โทรจนผู้หญิงคนที่ทำงานนี้เค้าด่าผม เค้าบอกว่า "เค้าไม่ว่าง" ไม่ว่างแต่เขาลาพักร้อนได้ ไม่ว่างมาตลอด 1 ปีเต็ม ปล่อยให้เมียตำรวจที่เป็นอัมพฤตตายครึ่งซีกทำงานไม่ได้ นั่งร้องไห้เพราะขายของเก่าจนไม่มีอะไรจะกิน ตายอดตายอยาก สุดท้ายก็ได้เจ้านายเก่าของคุณพ่อที่ตอนนั้นเป็นพล.ต.ต. ชื่อพิมล สินธุนาวา (ต้องขออภัย ถ้าผมสะกดชื่อท่านไม่ถูก) แล้วมีธุระไปกรุงเทพฯ เค้าไปแปบเดียว อีก 1 สัปดาห์ ได้เงินบำเน็จเลย เออ...แปลกดี ข้าราชการไทย เงินบำเน็จที่ได้ประมาณ 280,000 บาท หักใช้หนี้ต่าง ๆ เช่นหนี้สหกรณ์ตำรวจ เงินที่ยืมมาจากเพื่อนบ้าน แล้วเหลือประมาณแสนต้น ๆ พี่สองคนก็มาขอ คนโตขอไป 4 หมื่นพร้อมกับพระเครื่ององค์ดัง ๆ ที่คุณพ่อสะสม เอาไปขายหมดเลย (ผมแปลกใจว่าสมัยที่พ่อไม่มีเงิน พ่อคิดอะไรอยู่ท่านจึงไม่ขายพระเครื่อง??? ตอนหลังผมเพิ่งมารู้ว่า "คนขายพระกิน" มันไม่ได้ดีหรอก เพราะผมเห็นพี่คนโตซมซานกลับมาบ้านในสภาพที่เรียนไม่จบ ไม่มีงานทำ อดโซ) คนรองขอไปเฉียดแสนเพื่อไปดาวน์ nissan nv ใช้เพื่อออกทำงาน เราใช้เงินหมดในเวลาไม่ถึงปี เร็วกว่าเวลาที่เรารอเงินก้อนนี้มา 1 ปีเต็ม ๆ เสียอีก ...ได้เพียงเท่านี้เอง 20 ปีของข้าราชการตำรวจยศน้อยอย่างคุณพ่อ ผมไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมและ...ค่าธรรมเนียมการศึกษาสารพัดเพื่อเรียนให้จบม.ปลาย ผมเอาแต่ทำงานพิเศษหาเงินกินข้าวไปวัน ๆ การเรียนผมก็แย่ลงมาก จากม.ต้นที่ได้ 3 กว่า ๆ ก็เหลือ 1 กว่า ๆ ติดศูนย์ก็เคย ผม...คิดว่าผมคงไม่ได้เรียนจบม.ปลายแล้ว แต่แล้วครูธรรมดาคนหนึ่งที่เคยสอนผมพาผมและคุณแม่เดินขาลากไปยกมือไหว้ขอรองผอ.โรงเรียนเพื่อขอจ่ายเงินเท่าที่เราพอมี สุดท้ายโรงเรียนก็ไม่เอาและยกให้เป็นกรณีพิเศษ ผมจึงมีปัญญาได้เรียนหนังสือจบม.ปลายกับเขาได้ ด้วยเกรดเฉลี่ย 1.66 และครูยังให้ผมทำงานรับจ้างพิมพ์เอกสารเพื่อหาเงินกินข้าวและเลี้ยงแม่ไปวัน ๆ ด้วย ซึ่งทำให้อาชีพ "ครู" เป็นอาชีพในฝันของผมไปโดยปริยาย


ที่นา




คุณแม่เคยหอบสังขารขากระเพรกนั่งสามล้อของเพื่อนบ้านไปส่งบ้านหมอฟันคนนั้นที่ทำให้คุณแม่เป็นแบบนี้เพื่อขอเงินใช้บ้าง เขาก็มักจะบอกว่าเขาไม่มีเงินเลย และเขาก็ไม่เคยให้เลยสักบาท (แต่เขาก็ส่งลูกเรียนหมอได้ ซื้อรถเก๋งได้ ปรับแต่งบ้านได้ ....ผมก็คิดในใจแบบคนไม่ดีไปนิด ๆ ว่า ชีวิตแม่ผม ครอบครัวผมคงมีค่าสำคัญน้อยกว่ารถเก๋งใหม่ที่เขาขับมั้งครับ) เมื่อเราขายสมบัติเก่าไปเรื่อย ๆ จนหมด สุดท้ายก็ถึงคิวของที่นาหลังบ้าน 3 ไร่เล็ก ๆ หลังบ้านที่คุณแม่ใช้เงินซื้อมาสมัยยังมีเงิน เป็นที่ดินที่คุณพ่อและคุณแม่หวงแหนที่สุด พวกท่านเคยฝันไว้ว่าจะแบ่งให้พวกเราคนละไร่ จะได้มีบ้านอยู่มีที่ดินของตนเอง เมื่อไม่มีอะไรจะกินคุณแม่ก็ตัดสินใจขายที่นา 1 ไร่ในราคา 240,000 บาท (ถามว่าผมเสียดายไหม ตอนนี้ผมเสียดายครับ อย่างน้อยก็มีภาพเก่าสมัยเราเป็นเด็กวิ่งไล่จับตั๊กแตน เล่นว่าว ปลูกข้าวเหนียว หมดฤดูยายก็ปลูกกระเทียมในทุ่งนาของเรา) เพื่อส่งผมเรียนป.ตรี และส่งพี่คนรองเรียนให้จบ (ส่วนพี่คนโตผมเรียนม.รามมา 7-8 แล้วเค้ายังไม่จบเลย) เราก็พอมีพอกินนะครับ มีแบบที่เรามี ถึงไม่มาก แต่ถ้าเรา "เพียงพอ" เราก็มีสุข คุณแม่เอาเงินนิดหน่อยไปลงทุนซื้อถ่านมาขายให้พอกินไปวัน ๆ ผมเรียนปี 1 คุณลุงพี่ชายคุณแม่เสียชีวิต ถัดมาไม่นานน้องสาวคุณยายก็เสียอีก เป็นเหตุให้คุณยายตรอมใจและตายตามไปในที่สุดตอนผมเรียนจบปี 2 และเหลือคุณแม่อยู่บ้านคนเดียว ผมจึงขี่รถมอเตอร์ไซด์ (คันที่พ่อเคยผ่อนให้พี่คนรอง) กลับบ้านที่แพร่ทุกสัปดาห์ (และผมก็ขี่กลับอย่างนี้ตลอด 4 ปีที่เรียนป.ตรี) ทรัพย์สมบัติเรามี่ที่นานี้เท่านั้น และผมก็ใช้เงินจากที่นาผืนนี้เรียนจนถึงปี 3 พอปี 4 คุณลุงที่เป็นพี่ชายของคุณแม่ที่ได้เสียชีวิตไปท่านไม่มีลูก ท่านเคยเอ่ยปากยกที่นาให้ผม ผมกับคุณป้าที่เป็นพี่สาวแม่ทะเลาะแย่งที่นาเกือบ 3 ไร่ของคุณลุงสักพัก แต่ผมก็ได้ ผมกับแม่ก็ฝันว่าจะเก็บเงินนี้ไว้ค่อย ๆ ใช้ เราไม่อยากให้เงินสูญไปรวดเร็วแบบบำเน็จของพ่อและที่นาผืนแรก แต่ยังไม่ทันได้ใช้ พี่คนรองก็กลับมาบีบคอแม่แล้วจับเขย่าแรง ๆ บังคับให้เอาเงินทั้งหมดที่ขายที่นาลุงได้ (ประมาณ 260,000 บาท จากการถูกญาติแท้ ๆ ที่เป็นเศรษฐีประจำหมู่บ้านเค้าเห็นเราเดือดร้อนจึงกดราคาจากไร่ละ 2 แสนเหลือ 1 แสน) ไป หัวอกคนเป็นแม่เมื่อโดนลูกในไส้ทำขนาดนี้ก็ล้มเป็นลมคาอุ้งมือพี่คนรองที่บีบคอแม่อยู่ ผมที่เข้าไปช่วยก็ร้องไห้แล้วก็ตัดใจพูดยกให้เขาไปเพื่อให้เขาปล่อยคุณแม่ โดยเขาเอาไป 200,000 แล้วเหลือ 60,000 ให้ผมกับแม่ แม่สงสารพี่ชายคนโตที่ยังเรียมม.รามไม่จบและไม่มีงานทำจึงให้ไป 17,000 บาท เหลือก็เอามาซื้อคอมเครื่องใหม่ให้ผม เพราะผมต้องทำ project จบปี 4 เพราะเครื่องคอมเก่าที่ผมใช้มาตั้งแต่ม.6 มันทำงานไม่ไหวแล้ว ....ผมจำได้วันที่พี่คนรองเอาเงินไป เค้าอยู่บ้านกันกับพี่คนโต แม่เสียใจมาก ตามผมซ้อนมอเตอร์ไซด์กลับไปหอพักผมที่ผมเรียนต่างจังหวัด แต่พี่ทั้ง 2 คน กลับไม่ได้สนใจอะไรเลย และไม่ได้รู้สึกรู้สมอะไรเลย หลังจากเขาไปแล้วแม่ก็กลับบ้าน และผมที่เรียนจบแล้ว ถึงแม้ผมจะได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ผมก็เป็นอาจารย์ไม่ได้ เนื่องด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือผมไม่มีเส้นสาย เพราะเขากันตำแหน่งไว้ให้ลูกศึกษาจังหวัดเกรดสองต้น ๆ กับเพื่อนรุ่นเดียวกับผมเกรดสองต้น ๆ ที่กลายเป็นภรรยาของอาจารย์ที่ปรึกษา project ตัวเอง แต่...ผมไม่ได้สนใจมาก ผมตัดสินใจมาสอนหนังสือวิทยาลัยเกษตรฯอยู่ที่แพร่อยู่ครึ่งปี สอนเด็กยากจนที่มาเรียนปวช.ฟรี กินข้าวที่มีแต่ผักปลูกเองและวิญญาณเนื้อสัตว์กับลูกศิษย์ลูกหา เอาเงินเดือนครู 6,360 บาท จ้างมันทำงานเตรียมการช่วยสอนแลกเงินใช้ เหมือนที่ครูของผมเคยให้ผม ก่อนที่ผมจะต้องไปเกณฑ์ทหารเนื่องจากจับได้ใบแดงผลัดสองมาอยู่ ม.พัน 12 ใน พ.ย. 42 ซึ่งแม่ก็รักผมมาก คุณแม่ยังเอาเงินขายถ่านจ้างรถให้เพื่อนบ้านขับมาส่งเยี่ยมผมทุกสัปดาห์ เอาข้าวเหนียว เอาไส้อั่วที่ผมชอบกินมาให้ ซึ่งผมซึ้งน้ำใจทหารไทยมาก ท่านผู้การและผู้พัน อนุญาตให้ผมกลับบ้านไปดูแลแม่ได้ทุกเสาร์-อาทิตย์ หลังจากได้ขึ้นกองร้อยแล้ว และยังจ้างให้ทำงานพิเศษแลกกับเงินให้แม่ใช้ ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดจากที่เกลียดและกลัวในระบบศักดินาและความป่าเถื่อนของทหารและตำรวจ มารักชาติ รักและหวงแหนประเทศบ้านเกิดเมืองนอนแผ่นดินไทยของผมมาก


ปล. คติที่ว่าขายที่บรรพบุรุษกินไม่เจริญ มันเป็นเรื่องจริงนะครับ


เคราะห์ครั้งที่ 2 และมาตรฐานการรักษาพยาบาลสำหรับชาวบ้านรากหญ้า
หลังจากนั้นผมก็มาเรียนป.โท ด้วยเงินจากการขายที่นาแปลงที่ 2 ในราคา 170,000 บาท เนื่องจากผมไปขอทุนตลอด 1-3 semester แรก เกือบ 10 ทุน เกือบ 5 มหาวิทยาลัย สุดท้ายก็ได้แค่ตัวสำรอง เด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยนั้นก็ได้รับทุนไป อาจเป็นเพราะผมไปตอบเขาว่าผมรักชาติผมอยากสอนเยาวชนให้เป็นคนเก่งควบคู่คุณธรรม ทำเพื่อสังคมมั้งครับ เขาเลยมองว่าผมยึดมั่นถือมั่นไป บางครั้งก็โดนกรรมการระดับร.ศ.ดร.หัวเราะเป็นเรื่องตลก ...มีอยู่คนนึงเค้าพึ่งสอบติดโทที่จุฬา (ซึ่งเค้าก็เป็นคนที่ได้ทุนไปนั่นเอง) เค้าจบป.ตรีจากมหาวิทยาที่เปิดสอบชิงทุนด้วยเกรด 2.9 กว่า ๆ ซึ่งตอนนั้นผมเรียนไป 1 semester ได้เกรด 4.00 ตอนนั่งรอสัมภาษณ์เค้าคุยกับผมเค้าเล่าให้ฟังว่าเค้าไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอก การที่เค้ามาสอบชิงทุนเพราะต้องการให้มีประวัติที่สวยดูดี ใจลึก ๆ ผมนึกตอนนั้นจริง ๆ นะครับว่า คำว่า "ทุนการศึกษา" ที่รัฐบาลท่านให้มา มันมีไว้เพื่อใคร? และเพื่ออะไร? ผมอยากเพียงบอกว่าผมอยากเรียนแต่ผมไม่มีเงินจึงมาขอทุนครับ สุดท้ายผมก็ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย drop บ้าง เรียนบ้างตามสภาพค่าเทอมภาคปกติที่สูงลิ่ว และทุนการศึกษา (ที่ความจริงมีจำนวนเงินน้อยมาก) มีเขียนไว้เฉพาะในใบสมัครเรียนเท่านั้น ไม่มีของจริงใด ๆ และตอนหลังสถาบันราชภัฏที่ผมสอนก็ไล่ผมออก เนื่องจากระบบสายโลหิตศิษย์ข้างเคียงของเขา ด้วยข้อหาที่น.ศ.เกือบ 200 คนร่วมกันลงชื่อประท้วง แต่อาจารย์ผู้มีตำหน่งราชการสูงกลับหยิบกระดาษความเห็นของเด็ก ๆ ที่เรียกว่า "ลูกศิษย์" เหล่านั้นโปรยเล่นพร้อมหัวเราะเบา ๆ เอาน้ำยาลบคำผิดลบข้อกล่าวหาออก 3 ข้อจาก 6 ข้อ แล้วยื่นให้ผม เป็นใบเลิกจ้างเพราะประเมินผลไม่ผ่านเหมือนเดิม...ผมจึงไปลงทุนเปิดโรงเรียนกวดวิชา ที่นี่ทำให้ผมได้ประจักษ์ถึงคุณค่าของคำว่า "ผู้ประสิทธิประสาทวิชา" อย่างแท้จริง แต่ก็ล้มละลายจากปัญหาหุ้นส่วน จนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่มีเงินกินข้าว ไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง ต้องไปยืนแจกใบปลิวริมละ 50 บาท ดันเจอลูกศิษย์ที่มาเรียนม.รามเสริม ผมอายแทบแทรกแผ่นดินหนีจากอาจารย์มหาวิทยาลัย จบป.โทมาด้วยเกรดสูงลิ่ว กลับกลายมาเป็นแค่คนแจกใบปลิวแลกเงินกินข้าววันละ 50-100 บาท ต้องคอยวิ่งหนียามที่มาไล่จับ (แต่กลับทำให้ผมเลิกใส่หัวโขน และเห็นสัจจัธรรมไม่ยึดติดตั้งแต่เหตุการณ์คราวนั้น) และแฟนผมเค้าก็ทิ้งผมไปเป็นอย่างสุดท้าย ผมจำได้ ผมมานั่งโทรศัพท์ที่โต๊ะมือถือนาทีละ 3 บาทหน้าซอยราม 53 โทรไปลาตายอ.ม.ปลาย, อ.ป.ตรี, อ.ป.โท และสุดท้ายผมโทรไปลาตายคุณแม่ มือขวาถือโทรศัพท์มือซ้ายถือยาเบื่อที่ซื้อมา โทรไปพรางร้องไห้ไปพลาง แต่...คุณแม่ผู้รักลูกทุกคนไม่ว่าลูกจะเป็นยังไง หญิงแก่อายุเกือบ 60 ปีก็ยังดั้นด้นมารับลูกอย่างผมกลับบ้าน ผมได้ประจักษ์วันนั้นว่า วันที่ผมไม่เหลือใคร ผมก็ยังมีแม่ที่รักผมไม่เคยเปลี่ยนแปลง และเป็นความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดในชีวิตผม ผมกลับไปอยู่บ้านได้ 3-4 เดือน กลับไปในสภาพของผู้แพ้ ผู้ไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิต ไม่กล้าไปไหน เพราะกลัวเพื่อนเก่า ๆ เจอ ผมอายเขา มันเป็นบาดแผลในใจที่ลึกมากครับ และแล้วสงกรานต์คุณอาก็กลับบ้านเยี่ยมบ้าน และฝากฝังผมกับที่ทำงานที่ผมทำอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยมาเริ่มทำงานด้วยรายได้ 9 พันกว่าบาท เวลาผ่านไปจนถึง 1 ก.พ. 47 ทางบ้านที่แพร่ก็โทรมาบอกผมว่าคุณแม่ล้มลงอีกแล้ว ผมตกใจมาก รีบกลับไปบ้านที่แพร่ ไป.ร.พ.หมอบอกว่าเส้นเลือดฝอยในสมองแตกอีกแล้ว และคราวนี้แตกอยู่เกือบตรงแกนสมอง ลำบากมากที่จะผ่าตัดดูดเอาเลือดเสียออก ขอให้เผื่อใจไว้มาก ๆ ผมลางานยาวมานอนเฝ้าคุณแม่ที่ร.พ. เห็นเตียงข้าง ๆ ที่เค้าเป็นเหมือนคุณแม่ทั้ง 2 เตียง ...ตาย... ผมซึ่งตอนนี้ไม่ใช่เด็กม. 3 เหมือนสมัยนั้นแล้ว ผมเดินไปพบคุณหมอ ถามหาวิธีการรักษาที่เป็นไปได้ เถียงกับคน IQ สูง อยู่พักใหญ่ในที่สุดหมอก็เสนอวิธีรักษาที่เกินกว่ามาตรฐานผู้ป่วยที่ใช้สิทธิรักษาของรัฐบาล โดยต้องซื้อยา "นูโทพิว 1g" กล่องละสองพันกว่าบาท มี 12 หลอด วัน ๆ นึงจะใช้ 9 หลอด ผมก็ไปกู้เงินมาเพื่อรักษาแม่ ตอนแรกสภาพอาการดีขึ้น ผมจึงโล่งใจและกลับมาทำงานกรุงเทพ แต่อยู่ ๆ ทางบ้านก็โทรมาบอกว่าอาการโคม่า เหลือโอกาสรอดแค่ 5-10% ในคืนนี้ ผมตกใจมาก ผมไม่รู้ไปที่ไหนเดินไปร่วมกตัญญูตรงวัดหัวลำโพง จุดธูป 20 ดอกไหว้เจ้าพ่อเขาตกองค์ที่สามและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้าน้ำตาไหลพราก ร้องขอชีวิตคุณแม่ แล้วในวันรุ่งขึ้น "ปาฏิหารย์" ที่ผมไม่เคยเจอก็เกิดขึ้น คุณแม่ไม่ตาย และร.พ.ให้พากลับมารักษาที่บ้านได้ เพื่อประหยัดเตียงของทางร.พ. โดยเรา 3 คนพี่น้องก็ร่วมกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการดูแลแม่ในด้านต่าง ๆ เพราะพี่คนโตที่หอบลูกเมียกลับมาค้าขายที่บ้านเป็นคนเฝ้าคุณแม่ พี่คนรองเป็นคนจ้างเพื่อนบ้านมาดูแลบริบาลคุณแม่ และตัวผมจ่ายค่าอาหารและอุปกรณ์ให้คุณแม่ แต่คราวนี้คุณแม่เป็นหนัก คือขยับได้แค่ลูกตาเท่านั้น หมอเจาะสมองเพื่อ bypass น้ำเหลืองจากสมองลงสู่กระเพาะ และเจาะคอเพื่อไว้ใช้ในการดูสเลดและเศษอาหาร โดยให้อาหารบดทางสายยางเข้าทางจมูกแทน ซึ่งตอนแรกผมเห็นแม่เริ่มรู้สึกตัว แล้วยกขา ยกแขนขึ้นให้ดู ผมก็นึกว่าคุณแม่จะดีขึ้น และกลับมาเป็นปกติเหมือนที่เคยเป็นมาก่อนตลอด 11 ปีที่ผ่านมาได้ ซึ่ง....ผมคิดผิด




ชีวิตเป็นของใคร?


เวลาผ่านมาจนถึงช่วง มี.ค. 48 พี่ชายคนโตก็โทรมาจากบ้านที่แพร่ บอกว่าคุณแม่ใกล้เสียแล้ว ให้รีบกลับบ้านมาดูใจด่วน เมื่อผมไปถึง ผมเห็นสภาพคุณแม่ที่เหลือแต่เพียงหนังหุ้มกระดูก น้ำหนักไม่น่าจะเกิน 20 kg ต้น ๆอ้าปากพะงาบ ๆ เบา ๆ หายใจแผ่ว ๆ นอนอยู่บ้าน เขาเอาสายยางช่วยหายใจ กับท่อให้อาหารออกแล้ว พอผมไปถึง ผมถามว่าทำไมเอาออก พี่คนโตและญาติๆ บอกว่าเขาไปตามหมอมาและบอกว่าไม่รอด ซึ่งตอนหลังผมมารู้ว่า "หมอ" คนที่เขาบอกเป็นเพียงอนามัยตำบลที่จบสาธาณสุข พอเขาบอก พี่และญาตก็ไม่ให้อาหารตั้งแต่วันพฤหัส ป้อนแต่น้ำใส่ปากไม่ให้ปากแห้ง จนผมมาถึงเช้าวันอังคาร รวม 4 วัน ผมลองไปซื้อน้ำผักผลไม้รวมมาให่แม่ดื่ม สีหน้าแม่ดีขึ้นทันที จากต่ที่เบลอไปแล้วก็กลับมามีชีวตชีวาอีกครั้ง ผมเลยบอกว่า "แม่ยังไม่ตาย" แต่ผมกลับถูกพี่และญาติผู้ใหญ่เดินมาบอกว่า "ปล่อยแกไปดีเถอะ อยู่ไปก็ทรมาน แถมยังใช้เงินเยอะ และพวกเอ็งก็ไม่ค่อยมีเงินด้วย" ตลกจังแม่คนเดียวเลี้ยงลูกสามคนได้ แต่ลูกสามคนเลี้ยงแม่คนเดียวไม่ได้ ผมทนไม่ได้ ชี้หน้าด่าออกไปว่า "งั้นป้าก็รอให้แม่ป้าเป็นแบบนี้แล้วค่อยทำล่ะกัน แต่นี่แม่กูมึงอย่าเสือก" ...ผมก็เลยถูกชาวบ้านบางคนด่าและมองว่าเลวไปเลย แต่ก็สะใจเล็ก ๆ ที่ได้ถอนหงอกคนบางคนเสียที สุดท้ายผมเลยฝืนคำทักท้วงของญาติและพี่ ๆ ผมมองตาแม่ ผมคิดว่าแม่รู้ว่าผมจะมา แม่ถึงยอมกัดฟันทนอยู่เพื่อรอผม ผมจัดการออกเงินเองทุกอย่าง จ้างรถพยาบาลมารับแม่ไปร.พ. ผมไปเจอหมอเวรห้องฉุกเฉินในตอนกลางคืน หมอเวรเป็นผู้หญิงเพิ่งเรียนจบจากม.เอกชนแห่งหนึ่ง เค้าเรียกผมไปหาแล้วก็บอกว่า "เอามาทำไม สภาพอย่างนี้คุณน่าจะรู้ไม่รอดหรอก อยู่ไปก็ทรมาน" แต่ผมก็ไม่สนใจพาแม่นอนร.พ. เลยเจอหมอเวรดึก ซึ่งเค้ายกมือไหว้ผม เพราะเค้าเคยเป็นรุ่นน้องโรงเรียนมัธยมและผมเคยสอนคอมเค้า หมอรุ่นน้องและพยาบาลช่วยกันทำความสะอาดแม่ ให้น้ำเกลือ ดูดของเสียจากคอ และทำความสะอาดทุกส่วน เนื่องจากพบว่าที่คุณแม่อยู่ในสภาพใกล้ตายนี้ เพราะคุณแม่ติดโรค 3 โรค ได้แก่ หวัด, ช่องคลอดติดเชื้อเนื่องจากปัสสาวะที่ไหลเปื้อนอับหมักหมม และโรคเลือด ซึ่งต้องเจาะเลือดไปพิสูจน์เชื้อในห้องวิจัยอีกที หมอใหญ่ที่เป็นผู้หญิงวัย 4-50 มาในคืนแรก หมอรุ่นน้องให้ผมไปคุยหมอใหญ่ ผมก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดใน 2-3 วันนี้ให้ฟัง แล้วคำพูดหมอใหญ่วันนั้นก็ติดตาติดใจผมมาจนถึงวันนี้ ท่านบอกว่า "ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตแม่คุณหรอก แม่คุณคือเจ้าของชีวิตของตัวเอง ไม่สามารถมีใครมากำหนดเป็นกำหนดตายแทนท่านได้" ผม...อยากให้พี่ ๆ มาฟังกันจัง แต่สุดท้ายผมก็เฝ้าไข้คุณแม่อยู่คนเดียว นอนมันกับพื้นซีเมนต์นั่นแหละ ไง ๆ ก็ทหารเก่า จนครบ 2 สัปดาห์ผลพิสูจน์เลือดมา และพาคุณแม่หายดีกลับบ้านได้ ผมจึงกลับกรุงเทพ


วาระสุดท้าย
ผมก็พอรู้ว่าคงมีผมคนเดียวที่อยากให้คุณแม่มีชีวิตอยู่ และหวังว่าสักวันคุณแม่จะหายดี เงินที่ผมส่งไป พี่ผมเอาไปซื้ออาหารให้แม่ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เอาไปผ่อนทีวี ผ่อนรถ ผ่อน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ทุกครั้งที่ผมกลับบ้านผมเห็นชัดเลยว่าพี่คนโตไม่เคยสนใจใยดีแม่ เขาถือว่าจ้างคนอื่นมาดูแลแล้ว เขาไม่ใส่ใจอะไรเลย ญาติที่รับจ้างมาดูแลให้ก็บ่นเรื่องที่พี่ไม่สนใจแม่ให้ฟังสารพัด เช่นทีวีที่ผมซื้อให้คุณแม่แล้วเอามาตั้งให้คุณแม่ดูจะได้ไม่เหงา พี่เขาก็ยกไปไว้ดูในห้องกับเมียกับลูกเขา ทั้ง ๆ ที่มีทีวีอยู่แล้วอีก 1-2 เครื่อง แต่...ผมก็ทนที่จะไม่ทะเลาะกับพี่ เพราะจะไม่มีใครคอยเฝ้าแม่ เพราะญาติที่มาดูแลเองเขาก็หวังเพียงแค่เงิน มาเฉพาะตอนให้อาหาร กับกางมุ้งให้นอน เสร็จแล้วก็หนีกลับไม่ได้สนใจทำกายภาพบำบัด นวด หรือป้อนหาหารให้ครบ เช็ดปัสสาวะ อุจจาระให้สะอาดแต่อย่างใด ก็...ไม่ใช่แม่เขานี่ครับ ผมนอนกังวลที่กรุงเทพอยู่บ่อยครั้ง ใจผมผมอยากกลับไปอยู่บ้านอยากไปทำทุกอย่างให้แม่ แต่ถ้ากลับไปที่บ้านผมคงหางานเงินเดือนหมื่นปลาย ๆ เหมือนที่กรุงเทพไม่ได้ แล้วผมจะเอาอะไรมาเป็นค่าใช้จ่ายให้แม่ จึงทำได้แต่โทรศัพท์ไปย้ำกับพี่กับญาติที่รับจ้างมาดูแลแม่เกือบทุกวัน แต่...สุดท้าย วันสุดท้ายของเทศกาลกินเจปี 48 เวลา 9 โมงเช้ากว่า ๆ พี่ชายคนโตก็โทรศัพท์มาบอกสั้น ๆ ว่า "แม่ตายแล้วนะ" ชีวิตที่ต้องสู้ของหญิงป.4 คนหนึ่งที่ฟันฝ่ามาสารพัดตลอด 61 ปีจบลงแต่เพียงเท่านี้ ทิ้งไว้แต่ความเสียใจมาก-มากที่สุดของผม และความแค้นใจที่ตัวเองไม่ได้ดูแลคุณแม่ให้เต็มที่ปล่อยให้เขาทำกันไม่ดีพอจนสูญเสียคนที่ผูกพักและรักผมที่สุดในชีวิตไป ...ผมนั่งเครื่องบินกลับบ้านอย่างใจเย็น ถึงหน้าโลงของคุณแม่ ผมนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นครึ่งคืน ไม่ได้สะอึกสะอื้นปล่อยโหเหมือนสมัยคุณพ่อ, คุณลุง และคุณยาย แต่...น้ำตามันกลับไหลล้นเป้าตาไม่หยุด จนถึงวันนี้ทุกครั้งที่คิดมันก็ไหล แม้แต่ตอนที่พิมพ์บทความนี้มันก็ไหลพรากมาเรื่อย ๆ ตลอด 4 ชม. ที่ผมนั่งเขียน






ปัจจุบันที่ทำงานที่ผมคิดว่าผมฝากผีฝากไข้ไว้ ก็ไล่ผมออก คนที่ทำลายผมก็คือคนที่ผมยอมนั่งทำงานให้เขา วันที่แม่ผมใกล้สิ้นลม
เรามักพูดติดปากว่า "ไม่ใช่พ่อใช่แม่" เห็นจะจริง โลกนี้คงมีเพียงคน เป็นพ่อเป็นแม่เท่านั้นที่รักลูกจริงๆ ไม่ทิ้งกันไม่ว่าลูกนั้นจะเลวทรามต่ำช้า หรือล้มลุกคลุกคลานกลับมาอย่าง "ผู้แพ้" กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม
ปัจจุบันผมก็ทำงานส่วนตัวที่หลายๆคนคมองว่าไร้เกียรติ แต่เป็นงานที่ผมชอบ นั่นคือเป็นนักโหราศาสตร์ ทำนายดวงชะตา วันๆรับฟังปัญหาและควาทุกข์ของผู้คน และหาทางช่วยเหลือเขา
ผม...เป็นคนหนึ่งที่เหงา...โดดเดี่ยวเข้าไปถึงสุดหัวใจ เพราะพ่อแม่ญาติ ผมตายหมดแล้ว ผมมาทำอาชีพนี้เพราะผมมีความสุขที่ได้เป็นเปลวเทียน เล็กๆที่คอยส่องให้ความอบอุ่นให้คนอื่นก้าวชีวิตได้ต่อไป ผมถือว่าผม ทำในสิ่งที่แม่ผม แม่ที่สติเหลือเพียงเด็กสั่งสอนผมให้เห็นถึงความมีเมตตา ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน...
สักวันนึง หรืออีกไม่นานนี่เรื่องของผมก็คงกลายเป็นอดีต หรือลืมเลือนไป เมื่อผมทิ้งกายเนื้อที่ยืมจากโลกนี้คืนกลับสู่ผืนดินนี้แล้ว ซึ่งผมไม่ "ฝัน" อะไรอีกแล้ว ความฝันผมได้จบลงแล้ว ขอจากไปอย่างสงบ
จึงขอฝากความดีและเมตตาของคุณแม่เก็บไว้เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆของทุกท่านที่ได้กรุณาอ่านครับ

นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมผมจึงตั้งใจศึกษาโหราศาสตร์อย่างจริงจัง เพื่อผมจะได้รู้ว่าสาเหตุคืออะไร? แก้ไขได้อย่างไร? ผมตั้งเว็บไซด์ชื่อ www.siamwarm.com นี้ เพราะคำว่า WARM แปลว่า "อบอุ่น" ผมอยากให้ใครก็ตามที่ได้ดูดวงกับผม คนที่เขาเดือดร้อน คนที่เขาทุกข์ใจ เขาได้รับความอบอุ่นจากผม ช่วยเหลือเขาให้รู้ว่าโลกนี้หลักธรรมะจริงๆ นั้นยังไม่ถูกกลืนหายไปเสียหมดตามกระแสโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยกิเลสครับ....

ขอบคุณครับที่อ่านจนจบ   
มิ้มเฒ่า